“รังสรรค์ พรมประสิทธิ์” เบื้องหลังความสำเร็จ QueQ เกิดจาก SME โตด้วยวิถี Startup

กว่าที่ QueQ จะประสบความสำเร็จและกลายเป็นที่รู้จักอย่างในทุกวันนี้ ในฐานะแอปพลิเคชันจองคิวที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ทำให้คนไม่ต้องรอคิวเป็นเวลานานๆ หลายคนอาจไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วจุดเริ่มต้นก่อนที่จะเกิด QueQ นั้น ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าของไอเดียดังกล่าวอย่าง คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มจากการเป็นผู้ประกอบการ SME ก่อนที่จะผันตัวเองไปสู่วิถี Startup ที่สร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

จาก Software House สู่การเป็น Startup

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คุณรังสรรค์เริ่มต้นธุรกิจจากการเป็น Software House หรือบริษัทพัฒนาระบบโปรแกรมและซอฟต์แวร์ต่างๆ ซึ่งเขาเปรียบลักษณะการทำงานของ Software House เหมือนกับงานก่อสร้างตึก ที่มีแบบแปลนจากลูกค้าเพื่อให้มาสร้างตึก พอส่งมอบตึกเสร็จก็ต้องออกไปหาลูกค้าใหม่ ซึ่งวงจรของการทำงานมักจะเป็นแบบนี้เสมอๆ แม้การทำ Software House จะสร้างรายได้ที่ดีให้บริษัท แต่ในแง่ของคนทำงานแล้ว กลับรู้สึกเบื่อหน่ายและที่สำคัญเมื่อธุรกิจโตถึงระดับหนึ่ง ความสามารถในการแข่งขันอาจจะสู้กับคู่แข่งที่เป็นรายใหญ่ไม่ได้

“ตอนนั้นเมื่อบริษัทขยายตัวไปเรื่อยๆ เราเองก็ต้องรับงานที่ใหญ่ขึ้น แต่กลายเป็นว่าไม่สามารถเข้าไปนำเสนอแข่งขันกับรายใหญ่ได้ เรียกว่าบริษัทที่เราชนด้วยในตอนนั้นเป็นมหาชนหมดเลย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราต้องไปรับช่วงต่อจากบริษัทที่ได้งานไป พูดได้ว่าการเติบโตของเราตอนนั้นมันชนเพดานแล้ว จึงคิดว่าควรจะต้องทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วเริ่มมีคำว่า Startup เกิดขึ้น ลองนึกภาพ CEO ที่ทำบริษัทมา 6-7 ปีแล้ว ต้องไปนั่งเรียนใหม่เพื่อให้รู้จักคำว่า Startup คืออะไร แล้วจะเอาโมเดลของ Startup มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้อย่างไร จนสุดท้ายก็เกิดตัว QueQ ขึ้นมา ซึ่งตอนแรกเราก็ยังรับงานโปรเจกต์พร้อมกับทำ QueQ ไปด้วย จนในตอนหลัง QueQ สามารถโตแซงงานโปรเจกต์ได้ จึงบอกกับทีมงานว่า เราจะไม่รับโปรเจกต์แล้ว แต่มาจะโฟกัสกันที่ QueQ นั่นเอง”

Startup กับ SME ต่างกันอย่างไร?

แน่นอนว่าหลายคนมักมีคำถามอยู่ในใจว่า แท้จริงแล้ว Startup กับ SME นั้นแตกต่างกันอย่างไร คุณรังสรรค์อธิบายให้ฟังว่า สิ่งที่จะแยกระหว่าง Startup กับ SME คือ แนวคิดของการทำธุรกิจ โดยลักษณะของธุรกิจ Startup จะมี 2 คำที่จำเป็นมากๆ นั่นคือ Scalable หรือการขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว กับ Repeatable หรือการทำซ้ำได้เรื่อยๆ ยกตัวอย่าง QueQ ปัจจุบันมีพนักงานอยู่ประมาณ 100 คนในประเทศไทย และได้ขยายตลาดไปแล้วใน 3 ประเทศ ได้แก่มาเลเซีย ไต้หวัน และญี่ปุ่น โดยปีที่แล้วมีพนักงานที่มาเลเซีย 1 คน ในปีนี้จะขยายทีมเพิ่มเป็น 4 คน ขณะที่ญี่ปุ่นและไต้หวันมีพนักงาน 2 คน

“ถามว่าทำไมในไทยเรามีพนักงานเป็น 100 คน แต่ที่ต่างประเทศเรามีพนักงานเพียงไม่กี่คน นั่นเป็นเพราะว่ารูปแบบธุรกิจของเราสามารถทำซ้ำได้ โดยไม่ต้องไปสร้างทีมงานในต่างประเทศ พนักงานมีหน้าที่เพียงแค่ขายและให้บริการ 2 อย่างเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับตอนที่ทำ Software House หากจะรับงานเพิ่มขึ้น 10 โปรเจกต์ อาจจะต้องรับคนเพิ่มขึ้น 10 เท่า ส่วนเรื่องของการขยายธุรกิจ ถ้าผมทำธุรกิจอะไรที่ขายได้แค่ในประเทศอย่างเดียว ไม่สามารถขยายไปต่างประเทศได้ ผมอาจจะไม่มีคุณสมบัติของการเป็น Startup เพราะไม่สามารถ Scalable ได้”
แจ้งเกิด QueQ แก้ปัญหา คนช่วยไม่ต้องรอ!
ณ วันที่เริ่มต้น QueQ สิ่งที่ทำให้คุณรังสรรค์เกิดไอเดียนี้ขึ้นมา คือการค้นเจอปัญหา (Pain Point) ของการต้องรอคิวเป็นเวลานานๆ จึงได้มาวิเคราะห์ดูว่ามีตลาดไหนบ้างที่เขาสามารถเข้าไปแก้ปัญหาการรอคอยได้ และพบว่า ปัญหาหนักสุดในการรอคอย คือ โรงพยาบาล แม้จะเห็นจุดที่เป็นปัญหามากสุด แต่เขากลับไม่เลือกที่จะเริ่มต้นพัฒนาระบบจองคิวสำหรับโรงพยาบาลออกมาเป็นตัวแรก แต่กลับเบนเข็มไปทำแอปพลิเคชันจองคิวสำหรับร้านอาหารก่อน
“ถ้าตอนนั้น QueQ เริ่มต้นที่ปัญหาหนักสุด คือโรงพยาบาล และพยายามบอกผู้ใช้ว่า มา Download แอปฯ เราเถอะ เผื่อเข้าโรงพยาบาลคราวหน้า คุณจะได้ไม่ต้องรอคิวนาน เชื่อว่าคงไม่มีใครวางแผนจะเข้าโรงพยาบาล การที่เราจะเติบโตได้ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ แอปฯ ของเราเข้าไปอยู่ในมือของทุกคนให้ได้ เราจึงเลือกมาที่ธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งมีปัญหาเรื่องการรอคอยเช่นกัน และเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา ทำให้ง่ายในการสื่อสารมากกว่า”

ถึงตรงนี้ ซีอีโอแห่ง QueQ บอกด้วยว่า จริงๆ แล้วเรื่องของธุรกิจจองคิวนั้นมีอยู่บนโลกนี้มาเป็น 10 ปีแล้ว เพียงแต่บริการแบบดั้งเดิม จะเป็นลักษณะของการแก้ปัญหาให้กับฝ่ายปฏิบัติการ (Operation) มากกว่า ยกตัวอย่าง เช่น การไปธนาคารโดยที่ลูกค้าต้องไปรับบัตรคิว ก็เพียงเพื่อแก้ปัญหาการแซงคิวเท่านั้น แต่สิ่งที่ QueQ ทำ คือ การแก้ปัญหาฝั่งผู้ใช้งาน (User) โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนั่งรอคิว สามารถไปทำธุระอื่นระหว่างรอได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดคิว เพราะ QueQ จะมีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า เป็นต้น ซึ่งบริการลักษณะนี้ ถือได้ว่า QueQ เป็นรายแรกๆ ที่ทำออกมา จึงได้รับความนิยมและมีการใช้งานแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันนอกจาก QueQ จะมีระบบจองคิวสำหรับร้านอาหารแล้ว ยังขยายไปยังร้านเสริมสวย คลินิกเสริมความงาม เซอร์วิสช็อป ธนาคาร หรือแม้แต่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นปัญหาแรกๆ ที่ต้องการเข้าไปแก้ไข ขณะนี้ก็เริ่มเข้าไปให้บริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“แม้เราจะเริ่มต้นจากเรื่องของระบบจองคิว แต่ด้วยวิสัยทัศน์ (Vision) ของ QueQ เราไม่ได้ต้องการที่จะทำระบบคิวเพียงอย่างเดียว แต่เป้าหมายคือ เราจะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้คนที่ไปยังสถานที่ต่างๆ สามารถใช้เวลาได้สะดวกมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีการขยายบริการ (Service) ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง Takeaway เป็นอีกหนึ่งบริการที่ให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันของ QueQ ได้ และเมื่ออาหารเสร็จก็จะได้รับแจ้งเตือนเพื่อให้มารับอาหารที่ร้าน โดยไม่ต้องเสียเวลามายืนรอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการขยายตลาดได้มากขึ้น แต่การจะทำตลาดประเภทนี้ได้สำเร็จ เราจำเป็นต้องมีผู้ใช้งานที่รู้จักและต้องมีแอปพลิเคชันอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านรายและตั้งเป้าที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านราย เพื่อขยายการเติบโตของธุรกิจ”

เรียกได้ว่า วันนี้ QueQ กลายเป็นดาวเด่นในแวดวง Startup อย่างเต็มตัวแล้ว แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์ว่า QueQ จะเป็นจริงได้ไหม ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนักอยู่ 2 ปีเต็ม ก่อนที่กราฟการเติบโตจะพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด

“ธรรมชาติของ Startup จะต้องมีช่วงที่จมดิ่ง เรียกว่าต้องขาดทุนก่อนที่จะเติบโต เราก็เป็นเช่นนั้น แต่ก็พยายามพัฒนาปรับแนวทางไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เชิดหัวขึ้นมาได้ ซึ่งจังหวะนี้มันจะเติบโตเร็วมาก ผมมีสูตรหนึ่งที่มักจะแนะนำให้น้องๆ Startup ทำ นั่นคือ ใน 1 ปีถ้าทำแล้วไม่เห็นผลอะไรเลย เช่น จำนวนผู้ใช้ได้ไม่เท่าที่คิด ไม่มีคนจ่ายเงินให้เรา หรือหาลูกค้าไม่ได้เลย อาจจะต้องเลิกไปทำอย่างอื่น แต่ใน 1 ปีนั้น คุณต้องพยายามลองหลายๆ แนวทาง เพื่อดูว่าเริ่มมีรายได้กลับเข้ามา หรือเกิดผลกระทบ (Impact) อะไรบ้างกับเรา นั่นแสดงว่าเราอาจจะไปต่อได้ แต่ถ้ามันไม่เกิด Impact อะไรเลย แนะนำว่าให้เลิกใน 1 ปีนี้”

เรื่องราวของ QueQ สะท้อนให้เห็นแล้วว่า การทำธุรกิจนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ไม่ว่าจะเป็น SME หรือ Startup สิ่งสำคัญอยู่ที่แนวคิด จะโตหรือว่าตัน ขึ้นอยู่ที่ตัวผู้ประกอบการอย่างคุณเท่านั้น