
แม้สถานการณ์การส่งออกในปัจจุบันจะมีทิศทางหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงและผลพวงจากสงครามการค้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาคการส่งออก ยังคงเป็นธุรกิจที่หอมหวลและน่าดึงดูดใจสำหรับผู้ประกอบการหลายราย โดย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) คาดว่า การส่งออกของไทยในปี 2563 น่าจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งที่ 0 – 2%
ดังนั้น ก้าวแรกก่อนลุยส่งออกรับปีหนู 2020 เพื่อบุกตลาดโลก ผู้ประกอบการต้อง…

- “รุก”
เช่นเดียวกับหนูที่มีประสาทสัมผัสไวในการหาอาหาร ธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องมีความรวดเร็วในการแสวงหาโอกาสและตลาดใหม่ๆ ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 3.6% ต่อปี อย่างเอเชียใต้ เช่น อินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะขยายตัวเฉลี่ย 7% ต่อปี อาเซียนขยายตัว 5% ต่อปี และแอฟริกาเหนือขยายตัว 4.4% ต่อปี
- “รวดเร็ว”
อย่างที่เห็น หนูสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ซึ่งถือเป็นลักษณะสำคัญในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับ Disruption มากมาย จนหลายธุรกิจต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดล้อมทางธุรกิจได้ ดังนั้น การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ทัน จะเป็นเหมือนเกราะป้องกันให้ธุรกิจ SME ไปต่อได้
- “รู้ทัน”
เพราะหนูจะตื่นตัวและระแวดระวังภัยอยู่เสมอ ทำให้รับมือกับความเสี่ยงต่างๆได้ ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกก็เช่นเดียวกัน ต้องก้าวให้ทันความเคลื่อนไหวและปัจจัยเสี่ยงในโลกปัจจุบันอย่างทันการณ์ อาทิ ปัญหาการชุมนุมประท้วงในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ฮ่องกง เลบานอน อิรัก อิหร่าน ฝรั่งเศส สเปน โบลิเวีย และชิลี ทั้งสงครามการค้า และ การถอนตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง เช่น การประท้วงที่เลบานอนส่งผลให้ธนาคารในประเทศหยุดทำการ ทำให้การโอนเงินค่าสินค้าระหว่างประเทศต้องหยุดชะงักไปในทันที เป็นต้น
ที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ก่อนทำการส่งออกทุกครั้ง SME ต้องคำนึงถึง 5 เรื่องพื้นฐานที่เป็นปัจจัยหลัก ดังนี้

- รู้จักสินค้า
เริ่มตั้งแต่ความรู้ ความเข้าใจในตัวสินค้า รู้ลึกถึงจุดเด่นและจุดด้อย ทั้งสินค้าของตัวเองและสินค้าของคู่แข่ง ไปจนถึงรายละเอียดโครงสร้างต้นทุนของสินค้าแต่ละส่วนทั้งหมด เพื่อใช้ตั้งราคาขาย โดยที่จะต้องมองไปถึงว่า ต้องการกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ ราคาขายควรจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งราคาที่จะคิด จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการเจรจาว่า ภาระหน้าที่ของผู้ขายต้องส่งสินค้าไปยังจุดใดและเป็นผู้รับผิดชอบจนถึงจุดใด หากสินค้าได้รับความเสียหาย
- รู้จักลูกค้า
รู้ว่าสินค้าที่ผลิตหรือกำลังจะผลิต เป็นสินค้าที่เหมาะสมกับคนกลุ่มไหน เช่น กลุ่มคนรวย หรือกลุ่มคนทั่วไป เนื่องจากทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีความสนใจที่ต่างกันในแง่ของคุณภาพและราคา ซึ่งจะส่งผลต่อวัตถุดิบในการผลิตและการตั้งราคาขาย เพื่อพัฒนาการผลิตและตอบโจทย์การส่งออกสินค้าได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
- รู้จักเอกสารที่ต้องใช้
ในการส่งออกสินค้านั้น ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและประกาศที่กรมศุลกากรและหน่วยงานต่างๆ กำหนด และต้องเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้พร้อมอย่างครบถ้วน เช่น ประเภทใบขนสินค้าออก บัญชีราคาสินค้า แบบธุรกิจต่างประเทศ ใบอนุญาตส่งออก หรือเอกสารอื่นๆ สำหรับสินค้าควบคุมการส่งออก เป็นต้น โดยรายละเอียดขั้นตอนเอกสารมีปลีกย่อยเฉพาะอีกมาก ซึ่งควรศึกษาและทำความเข้าใจให้ดี เพื่อจะได้ดำเนินการอย่างถูกต้องและไม่เสียเวลา
- รู้จักการทำสัญญาซื้อขาย
การตกลงซื้อขายระหว่างประเทศเป็นขั้นตอนสำคัญ โดยจะต้องมีการทำสัญญาซื้อขาย เงื่อนไขการชำระเงินและระยะเวลาส่งของอย่างรัดกุม ซึ่งใช้สำหรับเป็นหลักฐานร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และใช้ในการฟ้องร้องหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น นอกจากนี้ ยังใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อเพื่อการส่งออกอีกด้วย
- รู้จักเลือกชิปปิ้ง
ชิปปิ้ง คือ ผู้ทำหน้าที่คอยดำเนินงานพิธีการศุลกากรแทน โดยชิปปิ้งที่ดี ต้องมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องพิธีการศุลกากรและระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อช่วยประสานงานให้เกิดความสะดวก เรียบร้อย รวดเร็ว และลดปัญหาความยุ่งยากต่างๆ อันเกิดจากการไม่รู้ระเบียบพิธีการ อีกทั้งยังช่วยในการจัดเก็บภาษีอากรของกรมศุลกากรให้มีความถูกต้องอีกด้วย โดยอาจมองหาชิปปิ้งเพื่อเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
อยากส่งออกตลาดต่างประเทศ ศึกษาข้อมูลจากไหนได้บ้าง?
- กรมศุลกากร (customs.go.th)
- กรมการค้าต่างประเทศ (http://www.dft.go.th)
- กระทรวงพาณิชย์ (moc.go.th)
- สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (tiffathai.org)
- บริการตรวจสอบตารางการเข้า-ออกเรือสินค้า ท่าเรือแหลมฉบัง (laemchabangport.com)
- สมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย (ctat.or.th)
- EXIM BANK (exim.go.th)


