
จากสถานการณ์ของสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้า ความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความกังวลใจของภาคธุรกิจ ซึ่งแม้จะดูว่าเป็นเรื่องระดับมหภาค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนตัวเล็กอย่างผู้ประกอบการ SME ก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในงานแถลงข่าว Riding the Wave of Disruption สรุปสถานการณ์ SME ปี 2562 และทิศทางการส่งเสริม SME ปี 2563 ว่า ปีนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าที่อาจยืดเยื้อ การแข็งค่าของเงินบาท สัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การขอสินเชื่อของ SME จากสถาบันการเงินยังคงทำได้ยาก รวมถึงกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือแย่งส่วนแบ่งของธุรกิจในรูปแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจประเทศ (GDP) จะมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 2.7 – 3.2 ขณะที่การขยายตัวของ SME (GDP SME) จะอยู่ที่ร้อยละ 3.0 – 3.5

“แม้ในปีนี้จะมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ยังมีสัญญาณที่เป็นแนวโน้มที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวของผู้ประกอบการ SME เพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เห็นได้จากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน ธุรกิจบริการส่งอาหาร (Food Delivery) ซึ่งในปี 2562 มีการประมาณการมูลค่าของธุรกิจดังกล่าวรวมไม่น้อยกว่า 33,000-35,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี เช่นเดียวกับธุรกิจปล่อยห้องพักผ่าน Platform Airbnb จากข้อมูล พบว่า ผู้ประกอบการไทยมีรายได้จากการปล่อยห้องพักผ่าน Airbnb ในปี 2562 รวมมูลค่าถึง 33,000 ล้านบาท จำนวนนี้เกือบครึ่งเป็นการปล่อยเช่าในเมืองรอบนอกกรุงเทพ รวมถึงการที่ภาครัฐระดมสรรพกำลังเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME ปรับตัวก้าวทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผ่านแนวทางสำคัญที่จะเป็นการสร้างโอกาสให้ SME ไทย เติบโตและอยู่รอดได้”

นอกเหนือจากปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังที่กล่าวมาแล้วนั้น ดร.วิมลกานต์ เสริมว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ SME เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยอาจจะทำให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากนัก อย่างไรก็ตาม กลับส่งผลกระทบในแง่ดีเสียมากกว่า เช่น กระตุ้นให้เกิดการบริโภคในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และมีการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าของ SME มากขึ้น

“การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจไม่มีผลกระทบต่อ SME มากนัก แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องของค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบต่อ SME แน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากทำให้สินค้าทุกอย่างของเราแพงขึ้น แม้ว่าจะมีกลุ่ม SME ที่จะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแพง อย่าง SME ที่นำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบต่างๆ เข้ามาผลิตอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น แต่ภาคการท่องเที่ยวอาจจะหนักหน่อย เพราะหากตอนนี้ทำการกำหนดราคาสินค้าเป็นดอลลาร์ รายได้เป็นบาทก็จะลดลง แต่ถ้าอยากได้เงินบาทเท่าเดิม การตั้งเป็นดอลลาร์ ราคาก็จะสูงขึ้นมาก ทำให้นักท่องเที่ยวหนีไปตลาดอื่นที่ราคาถูกมากกว่าเราได้”

สำหรับผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดสงครามในตะวันออกกลางต่อ SME ไทยนั้น หากมองเฉพาะในส่วนของอิหร่าน ถือว่าอาจจะไม่มากนัก เนื่องจากการส่งออกไปยังประเทศนี้ถือว่าไม่สูงมาก โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 มีมูลค่าอยู่ที่ 68.6 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 0.10% ของมูลค่าการส่งออก SME ทั้งหมด
นอกจากนี้ วิกฤติภัยแล้งในประเทศยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อ SME โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม เนื่องจากเกษตรกรอาจไม่สามารถขายสินค้าได้ หรือไม่มีสินค้าให้ขาย ซึ่งทำให้การบริโภคจับจ่ายใช้สอยลดน้อยลง รวมถึงเรื่องน้ำประปามีรสเค็ม จะส่งผลกระทบต่อ SME ในสาขาผลิตอาหารแปรรูปที่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบ การเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทน้ำจืด ร้านขายน้ำชง ร้านผลิตน้ำประปา และร้านผลิตน้ำแข็ง เป็นต้น ซึ่งในช่วงที่น้ำประปามีรสเค็มเช่นนี้ จะส่งผลต่อรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ ดร.วิมลกานต์ กล่าวว่า SME ต้องมีนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รู้จักวิเคราะห์ Data ให้เป็น เพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจด้วยการมีบริการจัดส่งนอกเหนือจากผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว และยกระดับเรื่องของมาตรฐาน
แนะวิธีรับมือสู้ศึกปี 2020
สอดคล้องกับความเห็นของ ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ในภาวะของการทรงตัว ไม่ได้มีปัจจัยหรือเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปจากปีที่ผ่านมามากนัก โดยเฉพาะถ้ายังมีปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องของสงครามการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศ จะทำให้การคาดการณ์เรื่องต่างๆ ในทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ยากขึ้น น่าจะดีที่สุดถ้าเราสามารถประคองตัวให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเท่ากับปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจน่าจะโตอยู่ที่ 2 – 3%

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อ SME นั้น มี 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่
- ปัจจัยจากภายนอก
ปัจจัยภายนอกจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่เป็นมหภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเงิน เรื่องความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย เรื่องของสงคราม พวกนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเข้ามามีผลกระทบต่อผู้ประกอบการได้ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ส่งสินค้าไปขายต่างประเทศจะได้รับผลกระทบจากเรื่องค่าเงินบาทแข็ง แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นคนในประเทศ หรือ Domestic Market นั้น คงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

วิธีรับมือ: เมื่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน ดังนั้น พอเศรษฐกิจในต่างประเทศชะลอตัวก็ส่งผลมาถึงประเทศไทยด้วย และมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวไปแบบนี้อีกประมาณ 2 – 3 ปีเป็นอย่างต่ำ เพราะฉะนั้น SME ไทยต้องบริหารจัดการเรื่องสภาพคล่องของตัวเองให้ดี โดยอาจจะเปลี่ยนเรื่องการซื้อวัตถุดิบ (Raw Material) แทนที่จะจัดเก็บวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก มาเป็นค่อยๆ ทยอยซื้อ หรืออาจจะเจรจากับซัพพลายเออร์ในเรื่องการขอ Credit Term หรือ เงื่อนไขการชำระเงินที่ยาวขึ้น รวมถึงหันมาให้ความสนใจกับตลาดในประเทศและตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับทางยุโรป อเมริกา หรือออสเตรเลีย

นอกจากนี้ ช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่ายังถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับคนที่นำเข้าสินค้า เป็นช่วงที่ควรซื้อเครื่องจักรหรือสินค้าต่างๆ จากต่างประเทศ สำหรับผู้ส่งออก อาจใช้เวลานี้มองถึงเรื่องของการผลิตจากที่อื่นและใช้วิธีส่งสินค้าจากฐานการผลิตจากต่างประเทศไปที่ลูกค้าแทน กล่าวคือ แทนที่จะมีฐานการผลิตในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ในบางสภาวะอาจจะต้องใช้ต่างประเทศเป็นฐานในการผลิตแทน เพราะการที่ค่าเงินบาทของไทยแข็ง เวลาเอาเงินบาทออกไปจ้างต่างชาติผลิต จะทำให้คุ้มค่า คุ้มทุน ในการที่จะจ้างภายนอกผลิตนั่นเอง
- การหดตัวของความต้องการซื้อสินค้า (Demand) ในประเทศ
ปัจจัยเสี่ยงที่ 2 คือ การหดตัวของความต้องการซื้อสินค้าในประเทศไทยเอง เนื่องมาจากทั้งภาคเอกชนและประชาชนโดยทั่วไปมีความกังวลใจในเรื่องของการเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้น คนจะลงทุนน้อยลงและชะลอในเรื่องของการซื้อขายต่างๆ

วิธีรับมือ: ทางออกของ SME คือ ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในที่นี้คือเรื่องดีมานด์ที่มีความตึงตัว ทำให้การขายสินค้ามีความยากขึ้น ดังนั้น หากเป็นผู้ผลิตก็ต้องทำสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งมีความกังวลใจในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย เช่น ทำไซส์สินค้าให้เล็กลง เพื่อทำให้ลูกค้าซื้อถี่ขึ้น และไม่จำเป็นต้องซื้อชิ้นใหญ่แบบเดิม นอกจากนี้ สำหรับผู้ประกอบการ SME ด้วยกันเอง แทนที่จะมองในเรื่องของการซื้อขายระหว่างกัน แต่อาจหันมาลองใช้กลยุทธ์เป็นพันธมิตรหรือพาร์ทเนอร์เพื่อร่วมกันพัฒนา จึงเป็นอีกหนทางที่จะทำให้ก้าวผ่านยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง

- ผลกระทบจากเทคโนโลยี (Technology Disruption)
ทุกวันนี้สิ่งที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อธุรกิจ คือ เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและผู้บริโภคก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ฉะนั้นการที่ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอยู่ในรูปแบบเดิมๆ จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย

วิธีรับมือ: หากเห็นว่าธุรกิจของตัวเองมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อาจจะต้องพิจารณาดูว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อที่จะรุกเข้าไปในตลาดใหม่ๆ สามารถทำได้หรือไม่และต้องทำอย่างไร แม้ว่าเรื่องเทคโนโลยีจะเป็นความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่ง แต่ก็สามารถเป็นโอกาสได้เช่นกัน ถ้าผู้ประกอบการสามารถจับให้ถูกจุดและใช้ให้ถูกที่ โอกาสจะกลายเป็นของ SME ได้

ผศ.ดร.เอกชัย ยังทิ้งท้ายด้วยว่า ในสภาวะที่อาจดูว่ามีปัจจัยเสี่ยงมากมาย แต่ทุกครั้งจะยังมีโอกาสอยู่เสมอ สำหรับผู้ประกอบการ SME ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและดูว่าเป็นภัยคุกคามเช่นนี้ ต้องพยายามมองหาโอกาสใหม่ๆ และอย่าไปยึดติดกับรูปแบบของการดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ เพราะฉะนั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ควรลองคิดถึงวิธีการในการเสนอสินค้าหรือบริการในรูปแบบใหม่ๆให้กับลูกค้า เพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอนเช่นนี้ได้

